วันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

English2Thai เตือนว่า....5 ประโยคใน Cover Letter ที่จะทำให้คุณอดได้งาน!


Cover letter คืออะไร?
Cover letter ก็คือจดหมายสมัครงาน ซึ่งเป็นด่านแรกที่เหล่า HR จะอ่านก่อนจะผ่านไปถึงขั้นตอนของการดู resume ของผู้สมัคร และถึงจะ HR ของบริษัทไทยจะไม่ค่อยดู Cover letter กันมาก แต่ว่าการเขียน cover letter ควรจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษค่ะ เพราะใน resume เนี่ย ใครๆ ก็ก๊อปแบบฟอร์มมาแปะๆ แก้ๆ ได้ใช่มั้ยล่ะ แต่ cover letter เนี่ย เราจะต้องเขียนใหม่และปรับให้เข้ากับตำแหน่งและบริษัทที่เราจะสมัคร ซึ่งตรงนี้ก็จะโชว์ทักษะทางด้านภาษาอังกฤษและการสื่อสารของเราด้วยค่ะ ว่าดีแค่ไหน

และถึงแม้ว่า cover letter ของเราจะมีประโยคเปิดและประโยคปิดที่ยอดเยี่ยม และก็ยังสามารถเขียนให้ตัวเองดูเป็นคนพิเศษได้อีกต่างหาก แต่อย่าพึ่งกดส่งไปนะคะ! ลองมาอ่านบทความนี้กันดูก่อน เช็คกันดูว่าคุณมีประโยคหรือคำฆ่าตัวตายเหล่านี้อยู่ใน Cover letter หรือเปล่า เพราะมันอาจจะทำให้คุณพลาดงานสำคัญไปได้เลยนะ
1. “I think I’d be a great fit…”
สิ่งที่คุณเขียนมันก็คือสิ่งที่คุณคิดแน่นอนอยู่แล้วล่ะ! ไม่ใช่แค่
“I think” นะคะ ทั้ง “I feel” หรือ “I believe” ก็ฟังดูไม่ดีทั้งนั้น มันจะทำให้ประโยคดูเวิ่นเว้อ ซ้ำซ้อน และทำให้คุณดูเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองอีกด้วยวิธีแก้เอาคำที่เป็นวลีแสดงความคิดเห็นออกไปค่ะ ในบางครั้ง คุณก็ไม่ต้องแก้อะไรมากมายด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะเขียนว่า “I’m confident my communication skills would make me a strong Project Manager” ก็ให้เขียนแค่ว่า “My communication skills would make me a strong Project Manager” เห็นไหมคะ ความหมายเหมือนเดิม แต่สั้นกว่า ง่ายกว่า และ ฟังดูน่าเชื่อถือกว่าด้วย
2. “Good”
คุณสามารถบอกว่าคุณนั้นเก่งในด้านไหน เช่น “I’m a good writer” หรือ “I’m good at working with other people” 
แต่มันมีคำ adjective อีกเยอะแยะเลยที่ฟังแล้วมันดูมีพลังมากกว่าแค่ “good”วิธีแก้ลองเปลี่ยนคำว่า “good” เป็นคำเหล่านี้ดูค่ะ

  • Skilled
  • Talented
  • Experienced
  • Accomplished
  • Expert
  • Able
  • Successful
  • Apt
  • Seasoned
  • Thorough
  • Capable
  • Competent
  • Efficient
แต่ว่า ต้องดูให้ดีนะคะว่าคำที่คุณเลือกใช้มันตรงกับสิ่งที่คุณเป็นจริงๆ หรือเปล่า เช่น ถ้าคุณมีประสบการณ์ในด้านการเขียนมาประมาณ 2 ปี คุณก็น่าจะเรียกตัวเองว่า “skilled” “capable” หรือ “enthusiastic” writer มากกว่าที่จะเป็น “expert” หรือ “experience” writer นะคะ
3. “This job would help me because…”
ถ้าจะพูดกันตรงๆ นะคะ คุณ เพื่อนของคุณ และครอบครัวของคุณ อาจจะแคร์ว่า งานๆ นี้จะช่วยคุณได้อย่างไร แต่ HR เขาไม่แคร์ค่ะ เขาสนใจแต่ว่า จะหาคนที่ดีที่สุด เหมาะที่สุดสำหรับตำแหน่งงานนี้ได้อย่างไร ดังนั้น ถ้าคุณกำลังพร่ำพรรณาว่างานตำแหน่งนี้จะช่วยให้คุณพัฒนาทักษาะในด้านการเป็นผู้นำ หรือเรียนรู้เกี่ยวกับสายงานที่คุณต้องการได้อย่างไรล่ะก็ กดปุ่ม delete ให้ไวเลยค่ะวิธีแก้เราเข้าใจแหละว่าคุณก็ควรจะต้องอธิบายว่าทำไมคุณถึงสมัครงานตำแหน่งนี้กับบริษัทนี้ ดังนั้น แทนที่จะบอกว่างานนี้จะช่วยคุณได้อย่างไร ก็ให้บอกว่า คุณจะใช้ความสามารถของคุณช่วยบริษัทได้อย่างไรดีกว่า และสมการก็คือ ความสามารถของคุณ + ความต้องการของบริษัท = ผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจ
ยกตัวอย่างเช่น คุณเป็นโปรแกรมเมอร์ คุณก็อาจจะบอกว่า “My four years of experience with open-source JavaScript, HTML5, and CSS3, combined with my passion for building responsive web applications, would allow me to create elegant maintainable, and functional front-end code – and ultimately make Panther’s products even more user-friendly than they already are.” แปลง่ายๆ ก็คือ ความสามารถของผมในการเขียนโค้ดนี้ๆ บวกกับความปรารถนาของผมในการทำสิ่งนี้ๆ จะทำให้ผมสามารถเขียนโค้ดนี้ๆ ได้ และมันจะทำให้สินค้าของคุณนั้นเป็นมิตรกับผู้บริโภคได้ยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา
4. “As you can see on my resume…”
ประโยคนี้เป็นประโยคที่ใช้กันทั่วไป แต่ไม่ได้มีความหมายเพิ่มเติมอะไรเลยค่ะ ถ้า HR เขาต้องเห็นสิ่งนี้ใน resume ของคุณอยู่แล้ว การป่าวประกาศว่าเดี๋ยวคุณจะได้เห็นสิ่งนี้ๆ นะมันก็ฟังดูไม่จำเป็นสักเท่าไหร่วิธีแก้เอามันออกไปค่ะ! เอามันออกไปเดี๋ยวนี้! ไม่ต้องแก้อะไรเพิ่มเติมทั้งนั้น!แทนที่จะบอกว่า “As you can see on my resume, I’ve been working in marketing and PR for the last five years,” ก็ให้เขียนไปตรงๆ เลยว่า “I’ve been working in marketing and PR for the last five years.”ซึ่งความตรงและมั่นใจของคุณอาจจะเป็นคะแนนพิเศษให้ก็ได้นะ
5. “I’m the best candidate because…”ความมั่นใจเป็นสิ่งที่ดี แต่การทะนงว่าตัวเองนั้นเก่งที่สุด ดีที่สุด หรือเรียกง่ายๆ ว่ามั่นเกินไป มักจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ค่ะ ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นผู้สมัครที่ดีมากๆ แต่คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าคุณน่ะ ดีที่สุดหรือเปล่า ลองนึกถึงการอ่าน cover letter ของคน 6 คนที่ทุกคนต่างก็บอกว่าตัวเองดีที่สุดดูสิคะ มันน่ารำคาญใช่ไหมล่ะ
ดังนั้น เพื่อไม่สร้างความรำคาญให้
HR มากเกินไป งดใช้คำว่า “best” เถอะนะคะ แล้วก็คำจำพวก “ideal” หรือ “perfect” ด้วยวิธีแก้ถ้าอยากจะเลือกคำที่อยู่ระหว่าง “good” กับ “best” ลองดูคำพวกนี้ค่ะ


  • Excellent
  • Great
  • Terrific
  • Strong
  • Outstanding
  • Unique
การเขียน cover letter ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ แต่ผลตอบแทนที่ได้มา เช่น งานที่คุณตามหา มันก็คุ้มค่ากับความเหนื่อยและเวลาที่เสียไปเช่นกัน


ขอบคุณข้อมูลจาก: Jobnisit

วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การขึ้นต้นประโยคในภาษาอังกฤษที่ทำให้คุณดูฉลาด


ทำให้คุณดูฉลาด ในที่นี้หมายถึงความฉลาดในการเลือกใช้คำ เหมือนกับภาษาไทยที่เวลาเราพูด หรือเขียนเรียงความก็ตาม การใช้คำเดิมๆซ้ำไปซ้ำมาจะทำให้เรื่องที่คุณกำลังสื่อสารนั้นฟังดูไม่สละสลวยเท่าไหร่ ภาษาอังกฤษก็เช่นกัน ในความหมายเดิมที่เราต้องการจะสื่อนั้นหากมีการเล่นกับคำศัพท์หรือหลีกเลี่ยงใช้คำอื่นที่ยังคงความหมายเดิม จะทำให้การพูดหรือเรื่องที่คุณสื่อสารน่าฟังและน่าสนใจมากขึ้น

แสดงความคิดเห็นส่วนตัว

  • I think ...
  • It seems to me ...
  • (Personally,) I believe ...
  • From my point of view ...
  • (Personally,) I feel ...
  • In my view / opinion ...
  • To my way of thinking, ...

เท่าที่เห็น, เท่าที่รู้

  • As I see it, ...
  • For all I know, ...
  • As far as I can see, ...
  • To my knowledge, ...
  • To the best of our knowledge, ...
  • So far as we know, ...

อันที่จริง, ความจริงคือ

  • Actually, ...
  • The thing is ...
  • The fact is ...
  • As a matter of fact, ...

ประเด็นของเรื่อง

  • What matters here is ...
  • It is vital to note that ...
  • It's important to keep in mind that ...
  • It's important to remember that ....
  • An important point is that ...

      






         
       ผลปรากฏว่า

  • It turned out that ...
  • It appeared that ...
    ผลลัพธ์ที่ไม่น่าแปลกใจ(อาจจะคาดไว้แล้วว่าต้องเป็นเช่นนั้น)
  • It is no great surprise that ...
  • It is not surprising that ...
  • It comes as no surprise that ...
  • Small wonder that ...
      การคาดเดา
  • I guess ...
  • At my best guess, ...
  • We can assume that ...

นอกจากนั้น

  • Moreover ...
  • What's more, ...
  • Furthermore, ...
  • Besides, ...
  • To add to it, ...
  • In addition, ...

พูดสั้นๆได้ว่า

  • In a word, ...
  • In a nutshell, ...
  • In short, ...
  • To make a long story short, ...
  • To put it in a nutshell ...
  • To crown it all ...

ข้อสรุปคือ

  • Summing it up, ...
  • So, to sum it up, ...
  • In conclusion, ...



และคำอื่นๆที่ได้ยินบ่อยๆ เช่น

On the other hand .          พูดถึงอีกมุมมองหนึ่งที่แตกต่างจากมุมมองเดิมที่เพิ่งพูดไป
Luckily / Fortunately         โชคดีที่
Unfortunately ...                 โชคไม่ดีที่
It's well known that ...         เป็นที่รู้กันดีว่า
What's worse, ...               ที่แย่ไปกว่านั้น
นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่นำมาแสดงเท่านั้น หลายคนอาจจะรู้มากกว่านี้ หรือรู้ในคำอื่นๆที่ต่างกันไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ยิ่งรู้ศัพท์มากก็สามารถนำภาษาอังกฤษไปใช้ได้สนุกมากยิ่งขึ้น และทำให้เรียนภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

100 ประโยคภาษาอังกฤษง่ายๆ ใช้ได้ทันทีบนเฟสบุ๊ค

คำชมเชย

Very lovely photo.รูปน่ารักมากเลย
That's a really nice picture.นั่นเป็นรูปที่ดีจริงๆนะ
You look great today.วันนี้คุณดูดีนะ
You are charming.คุณเป็นคนมีเสน่ห์
You have a nice smile.คุณมีรอยยิ้มที่สวยจริงๆ
You have the prettiest eyes.คุณมีดวงตาที่น่ารักที่สุดเลย
I like your style.ฉันชอบสไตล์ของเธอจัง
You are just adorable.เธอมันน่ารักอะ
You look very handsome in this photo.นายดูหล่อมากเลยนะรูปนี้
You are so seductive.เธอนี่ปากหวาน
Your charm is irresistible.เสน่ห์ของคุณเป็นอะไรที่
ต้านทานไม่ได้เลย
Your photos always make me smile.รูปของคุณทำให้ฉันยิ้มตลอดเลย
This hairstyle is just right for you.ผมทรงนี้เหมาะกับเธอมากเลย
That is a really pretty dress.นั่นเป็นเดรสที่น่ารักจริงๆนะ
This shirt looks great on you.เชิ้ตตัวนั้นดูดีเข้ากับเธอมากเลย
What a nice skirt!กระโปรงน่ารักมากเลย
I really like your shoes.ฉันชอบรองเท้าของเธอจริงๆเลย
That is a great looking car.รถคันนี้ดูดีมากเลยอะ
Your motorcycle looks very cool.รถมอเตอร์ไซต์ของเธอดูเจ๋งสุดๆไปเลย
Nice house! Looks very cozy.บ้านสวยจัง! มองดูน่าอบอุ่นมาก
เลยนะเนี่ย

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

30 สำนวนภาษาอังกฤษ ที่พบเจอได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน

สำหรับการสื่อสารในภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเจ้าของภาษาด้วยแล้ว แน่นอนที่สุดเรื่องปวดหัวสุดๆ เลยเรื่องหนึ่งนั่นก็คือ การใช้สำนวนต่างๆ ของพวกเขานั่นเอง
วันนี้เราเลยได้รวบรวมเอาสำนวนภาษาอังกฤษที่มักพบเจอได้บ่อยๆ มาฝากเพื่อนๆ ให้ได้ชมกันแหละ ว่าแล้วก็มาเรียนรู้และศึกษากันไว้ดีกว่า อิอิ
1. “Twenty-four Seven” เนื่องจากหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง และหนึ่งอาทิตย์ก็มี 7 วัน สำนวนนี้จึงมีความหมายว่า “ตลอดเวลา ทุกๆนาทีของทุกๆวัน” เลยจ้า
2. “Get the ball rolling” ความหมายของสำนวนนี้ก็คือ “เริ่มทำอะไรสักอย่าง” สมมุติว่าถ้าคุณกำลังจะลงมือทำโครงการๆหนึ่ง แล้วมีคนพูดกับคุณว่า “Let’s get the ball rolling” ความหมายของเขาก็คือ “เราเริ่มลงมือกันเถอะ”
3. “Take it easy” ถ้ามีคนพูดกับคุณว่า “I don’t have any plans this weekend.  I think I’ll take it easy.” ความหมายของสำนวนนี้ก็คือ “ผ่อนคลาย” หรือ “พักผ่อน” นั่นเอง ผ่อนคลายกันหน่อย อิอิ


วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

อยากสวย อยากหล่อ บอกช่างตัดผมเป็นภาษาอังกฤษยังไงดี?

เพื่อนๆ หลายคนคงเคยมีปัญหาเวลาไปร้านตัดผม อยากได้ผมทรงนั้นทรงนี้แต่ไม่รู้จะอธิบายช่างตัดผมว่าอย่างไรบางทีบอกช่างตัดผมว่า เอาออกนิดเดียวตัดเสร็จกลายเป็น เหลือนิดเดียวเศร้าบางครั้งก็เป็นความผิดของเราเองที่อธิบายไม่ชัดเจน บทความนี้จึงนำเสนอคำศัพท์และประโยคภาษาอังกฤษที่มีประโยชน์เกี่ยวกับการทำผม เวลาเพื่อนๆ เข้าร้านตัดผมในต่างประเทศ จะได้สื่อสารกับช่างตัดผมได้ถูกได้ทรงผมที่ถูกใจกลับบ้าน ก่อนอื่นเรามาดูความแตกต่างระหว่างคำว่า barbershop กับ hair salon ทั้งสองคำหมายถึงร้านตัดผมหรือร้านทำผม แต่ปกติแล้ว barbershop รับตัดผมให้ผู้ชายเท่านั้น ส่วน hair salon รับตัดผมให้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ปัจจุบันร้านตัดผมอาจใช้คำอื่นเพื่อให้ร้านดูทันสมัย เช่น hair studio บางร้านยังให้บริการอื่นๆ นอกเหนือจากการตัดผม เช่น แต่งหน้า ทำเล็บ เป็นต้น อ้อ! ถ้าเห็นคำว่า unisex ก็เข้าใจได้เลยว่าร้านตัดผมนั้นรับลูกค้าทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
ส่วนช่างตัดผมสามารถใช้ได้หลายคำ คือ hairdresser และ hairstylist คำว่า barber ก็หมายถึงช่างตัดผม แต่ตัดแต่ผมผู้ชาย ร้านตัดผมในบางประเทศนิยมให้ลูกค้าโทรนัดเวลากับช่างตัดผมก่อนมาที่ร้าน เวลาโทรนัดเวลาเราอาจพูดว่า
I need a haircut. Do you have any openings today?(ผมต้องการจะตัดผม วันนี้มีคิวว่างมั้ยครับ)Can I make an appointment for a haircut today?(ขอนัดเวลาตัดผมวันนี้ได้ไหมครับ)Is there anyone free who can cut my hair today at 1 pm?(มีใครว่างตัดผมตอนบ่ายโมงวันนี้ไหม)
เมื่อเรามาพบช่างตัดผมตามเวลานัด ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องอธิบายว่าเราอยากได้ทรงผมแบบไหน เพื่อนๆ สามารถใช้ประโยคเหล่านี้บอกช่างว่าวันนี้เราอยากให้ช่างทำอะไรกับผมของเรา

I would like a haircut. (ฉันอยากให้ตัดผม)

ใช้เมื่อเราต้องการให้ช่างตัดผมของเราให้สั้นลง หรือเปลี่ยนทรงผม  เราควรอธิบายเพิ่มเติมว่าให้ตัดตรงไหนบ้าง เช่น Please take some hair off the sides/the top/the back. (เอาข้างๆ/ข้างบน/ข้างหลัง ออกหน่อย) และให้ตัดออกแค่ไหน เช่น Please cut off 2 inches. (ตัดออกสัก 2 นิ้วนะ)

I would like a trim. (ฉันอยากให้เล็มผม)
ใช้เมื่อเราต้องการให้ช่างเล็มผมของเรา ทำให้ทรงผมเดิมของเราดูเป็นระเบียบขึ้น  ควรบอกด้วยว่าให้เล็มตรงไหน เช่น Please trim my split ends? (เล็มผมแตกปลาย)

I would like a wash and cut. (ฉันอยากให้สระและตัด)
ใช้เมื่อเราต้องการให้ช่างสระผมให้เราก่อนแล้วค่อยตัด  แต่ขอเตือนว่าร้านตัดผมบางร้านไม่สระให้ฟรีนะ

I would like a wash, cut and dry/style. (ฉันอยากให้สระ ตัด แล้วเป่าให้แห้ง/จัดทรงผม)

ใช้เมื่อเราต้องการให้ช่างสระผมให้เราก่อนแล้วค่อยตัด จากนั้นให้เป่าให้แห้งหรือจัดทรงผมด้วย ซึ่งบางทีช่างตัดผมจะไม่ทำให้ถ้าไม่ได้บอกและนี่เป็นประโยคอื่นๆที่เอาไว้บอกช่างตัดผม

I would like to get a perm. (ฉันอยากให้ดัดผม) I would like to have my hair straightened. (ฉันอยากให้ยืดผม)
I would like to have my hair dyed/colored. (ฉันอยากให้ย้อมสีผม)

 
I would like a whole new look. (ฉันอยากเปลี่ยนลุคไปเลย)
ใช้เมื่อเราต้องการให้ช่างเปลี่ยนทรงผม ประมาณว่าเบื่อทรงเก่าแล้ว อยากดูเป็นคนใหม่  ช่างอาจจะต้องทำหลายอย่างกับผมเรา